การรักษาโรคต่อมลูกหมากอักเสบเรื้อรัง ด้วยคลื่นกระแทกความถี่ต่ำ (Focused Shockwave Therapy / Li-ESWT)
ข้อมูลการตรวจสอบทางการแพทย์ (Medical Review): นพ.นิติ นวนิมิตกุล (Dr. Niti Navanimitkul, M.D.)
ศัลยแพทย์ระบบปัสสาวะและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งต่อมลูกหมากและการวินิจฉัยโรคขั้นสูง | M-Trust Urology Clinic
อัปเดตข้อมูลล่าสุด: กรกฎาคม 2569นวัตกรรมการรักษาภาวะต่อมลูกหมากอักเสบเรื้อรังและกลุ่มอาการปวดอุ้งเชิงกรานเรื้อรัง (CPPS) โดยไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องทานยาต่อเนื่อง ผ่านคลื่นเสียงบำบัดฟื้นฟูเนื้อเยื่อตรงจุด
Focused Shockwave Therapy สำหรับต่อมลูกหมากอักเสบคืออะไร?
กลุ่มอาการปวดอุ้งเชิงกรานเรื้อรัง (Chronic Prostatitis / Chronic Pelvic Pain Syndrome - CPPS) หรือต่อมลูกหมากอักเสบชนิดไม่ติดเชื้อแบคทีเรีย (NIDDK Category III) เป็นปัญหาเรื้อรังที่รักษาได้ยากมากในผู้ชาย การทานยาปฏิชีวนะ ยาคลายกล้ามเนื้อ หรือยาต้านการอักเสบมักให้ผลดีชั่วคราวและกลับมาเป็นซ้ำได้ง่ายเมื่อคนไข้มีความเครียดหรือพักผ่อนน้อย [1]
เทคโนโลยี **Focused Shockwave Therapy** หรือเครื่องช็อคเวฟคลื่นกระแทกแบบโฟกัสความถี่ต่ำ (Low-Intensity Extracorporeal Shockwave Therapy - Li-ESWT) คือหัตถการทางการแพทย์ที่ไม่ต้องผ่าตัด โดยการส่งพลังงานคลื่นเสียงที่มีความจำเพาะสูงผ่านหัวเครื่องมือปักพิกัดผ่านผิวหนังบริเวณฝีเย็บ (Perineum) เข้าไปกระตุ้นเซลล์ในเนื้อเยื่อต่อมลูกหมากโดยตรง คลื่นกระแทกจะเหนี่ยวนำให้เกิดกระบวนการฟื้นฟูตนเองของเนื้อเยื่อ (Mechanotransduction) ช่วยสร้างหลอดเลือดใหม่ ลดกระบวนการอักเสบ และสลายการเกร็งตัวของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานได้อย่างเห็นผลและยาวนาน [2]
4 กลไกการบำบัดรักษาของคลื่นกระแทก (Mechanisms of Action)
คลื่นกระแทก Focused Shockwave ทำงานประสานกันผ่านกลไกทางชีววิทยา 4 ด้านเพื่อขจัดอาการปวดเรื้อรังอย่างตรงจุด [3]:
เจาะลึกกระบวนการทำงานทางชีวภาพของ Focused Shockwave
1. การสร้างหลอดเลือดใหม่เพื่อเพิ่มการไหลเวียน (Neoangiogenesis)
คลื่นกระแทกจะกระตุ้นการหลั่งสารชีวเคมี เช่น Endothelial Nitric Oxide Synthase (eNOS) และ Vascular Endothelial Growth Factor (VEGF) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการงอกของหลอดเลือดฝอยใหม่ ทำให้มีการหมุนเวียนเลือดและออกซิเจนเข้าไปเลี้ยงต่อมลูกหมากและกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานได้ดีขึ้น ช่วยเร่งการขับถ่ายสารพิษและซ่อมแซมเซลล์ที่อักเสบ [4]
2. การยับยั้งและลดสารสื่อการอักเสบ (Anti-inflammatory Effect)
คลื่นเสียงความเข้มข้นต่ำมีคุณสมบัติในการลดระดับสารโปรตีนที่กระตุ้นการอักเสบ (Interleukins และ TNF-alpha) ในเนื้อเยื่อต่อมลูกหมาก ทำให้เนื้อเยื่อต่อมลูกหมากที่เคยบวมหน่วง ค่อยๆ ฟื้นตัวและลดการบวมอักเสบลงอย่างเป็นธรรมชาติ [5]
3. การลดความไวของตัวรับความรู้สึกปวด (Nociceptor Desensitization)
คลื่นกระแทกจะเข้ากระตุ้นปลายประสาทรับความรู้สึกเจ็บปวด (C-nerve fibers) อย่างต่อเนื่องในระดับที่เหมาะสม ส่งผลให้สารเคมีนำกระแสประสาทปวด (Substance P) ลดปริมาณลงอย่างเห็นได้ชัด ทำให้สมองได้รับสัญญาณปวดลดลง คนไข้จึงรู้สึกเบาสบายตัวและลดอาการปวดแสบขัดลงได้ทันที [6]
4. สลายกล้ามเนื้อเกร็งตัวผิดปกติ (Hypertonicity Relief)
อาการปวดส่วนใหญ่ของ CPPS เกิดจากกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานเกร็งตัวเรื้อรังโดยที่คนไข้ไม่รู้ตัว พลังงานเสียงสะท้อนจะเจาะลึกเข้าไปช่วยผ่อนคลายการตึงเกร็งของกล้ามเนื้อลายเหล่านี้ บรรเทาอาการปวดตึงก้นกบ ลำกล้อง และหัวหน่าวอย่างมีนัยสำคัญ [7]
ขั้นตอนการเข้ารับการรักษา (Treatment Protocol)
หัตถการทำง่าย สะดวก รวดเร็ว และไม่มีความเจ็บปวดรุนแรงขณะทำ [8]:
1. การเตรียมตัวและประเมินพิกัด
คนไข้นอนหงายแยกขาในท่าที่สบาย แพทย์จะทาเจลอัลตราซาวด์บริเวณผิวหนังฝีเย็บเพื่อเป็นตัวกลางนำพาคลื่นเสียง
2. การยิงคลื่นกระแทกพิกัดเจาะจง
แพทย์ใช้อุปกรณ์ยิงคลื่นกระแทก Focused Shockwave แนบตรงผิวหนังฝีเย็บ ปล่อยคลื่นสะท้อนประมาณ 3,000 - 4,000 ช็อตต่อครั้ง ครอบคลุมพื้นที่ต่อมลูกหมากด้านซ้าย ขวา และตรงกลาง
3. แผนการรักษาต่อเนื่อง
โดยทั่วไปแนะนำให้ทำสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ต่อเนื่องกัน 4 - 6 สัปดาห์ โดยคนไข้ไม่ต้องนอนโรงพยาบาลและไม่มีแผลเปิดภายนอก สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ทันทีหลังทำ
การเตรียมตัวก่อนและหลังทำ Shockwave
เพื่อให้เซลล์เนื้อเยื่อตอบสนองต่อการกระตุ้นได้ดีที่สุด แนะนำให้คนไข้ปฏิบัติตามนี้ [9]:
1. การเตรียมตัวก่อนทำ
ไม่ต้องงดน้ำและอาหาร สามารถเข้ารับการทำบำบัดได้ทันที หลีกเลี่ยงการทานยาลดการอักเสบกลุ่ม NSAIDs ล่วงหน้า 24 ชั่วโมงหากทำได้ เนื่องจากเราต้องการกระบวนการกระตุ้นของเซลล์
2. การดูแลตัวเองหลังทำ
ดื่มน้ำสะอาดมากๆ เพื่อช่วยการไหลเวียนโลหิต งดการขี่จักรยานหรือนั่งทับฝีเย็บแข็งๆ เป็นเวลา 24-48 ชั่วโมงเพื่อลดการระคายเคืองปลายประสาท
3. การสังเกตผลหลังรักษา
คนไข้ส่วนใหญ่จะเริ่มรู้สึกว่าอาการหน่วงปวดเบาลงหลังจากทำผ่านไปแล้ว 2-3 เซสชัน และอาการจะดีขึ้นเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่องจนจบคอร์สบำบัด
ตารางเปรียบเทียบ: Focused Shockwave vs. การรักษาด้วยยาปฏิชีวนะและยาลดอักเสบ
การวิเคราะห์เปรียบเทียบทางเลือกเพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการรักษาต่อมลูกหมากอักเสบชนิดเรื้อรัง (CPPS) [10]:
ข้อดีและข้อจำกัดของเทคโนโลยี Focused Shockwave สําหรับต่อมลูกหมากอักเสบ
⊕ ข้อดี (Pros)
- ✓บรรเทาอาการหน่วงปวดร้าวบริเวณฝีเย็บ อวัยวะเพศ และทวารหนักได้อย่างมีนัยสำคัญกว่า 70-80%
- ✓ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตและฟื้นฟูสมรรถภาพทางเพศที่อาจลดลงจากความปวดเรื้อรัง
- ✓หลีกเลี่ยงผลเสียและผลข้างเคียงจากการรับประทานยาปฏิชีวนะฆ่าเชื้อเป็นเวลานานหลายเดือน
- ✓เป็นหัตถการนอกโรงพยาบาล (Outpatient) เจ็บน้อยมาก ไม่ต้องดมยาสลบ ไม่ต้องบล็อกหลัง
- ✓ฟื้นฟูกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานที่เกร็งตัวผิดปกติ ซึ่งช่วยให้ปัสสาวะพุ่งแรงและสะดวกขึ้น
⊖ ข้อจำกัด (Cons)
- ✗ไม่เหมาะกับผู้ป่วยต่อมลูกหมากอักเสบชนิดแบคทีเรียเฉียบพลัน (Acute Bacterial) ซึ่งจำเป็นต้องใช้ยาฆ่าเชื้อรวดเร็ว
- ✗ต้องทำหลายครั้งอย่างต่อเนื่องจึงจะเห็นผลการรักษาที่ชัดเจนและยาวนาน
- ✗อาจมีค่าใช้จ่ายในรายเซสชันสูงกว่าเมื่อเทียบกับการซื้อยาทานเบื้องต้น
ผู้ที่เหมาะสมกับการรักษาด้วย Focused Shockwave
ผู้ป่วยที่มีอาการตรงตามเกณฑ์บ่งชี้ทางคลินิก [11]:
- ▹ผู้ป่วยกลุ่มอาการปวดอุ้งเชิงกรานเรื้อรัง (CPPS) หรือต่อมลูกหมากอักเสบชนิดไม่ติดเชื้อแบคทีเรีย: ที่มีอาการปวดหน่วงฝีเย็บเกิน 3 เดือน
- ▹ผู้ป่วยรักษาด้วยยาปฏิชีวนะหรือยาคลายกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานแล้วไม่เห็นผลลัพธ์ที่ดีขึ้น: หรือผู้ที่ทานยาระยะยาวแล้วมีผลข้างเคียงสูง
- ▹ผู้ป่วยปวดหน่วงอวัยวะเพศหรือทวารหนักขณะหลั่งอสุจิ: มีอาการหลั่งเร็วหรือเสื่อมสมรรถภาพทางเพศร่วมด้วย
- ▹ผู้ป่วยต้องการหลีกเลี่ยงการทานยาปฏิชีวนะระยะยาว: เพื่อป้องกันปัญหาดื้อยาและการสะสมเคมีในร่างกาย
ประสิทธิภาพและผลการศึกษาวิจัยทางการแพทย์
สถิติจริงจากผลการทดลองทางคลินิกเปรียบเทียบในวารสารระดับโลก [12]:
อัตราความพึงพอใจของคนไข้
ผู้ป่วยรายงานอาการปวดหน่วงลดลงและคุณภาพชีวิตในชีวิตประจำวันดีขึ้นอย่างชัดเจน
คะแนน NIH-CPSI ลดลง
การลดลงอย่างมีนัยสำคัญของคะแนนชี้วัดความปวดเฉลี่ยหลังรักษาครบคอร์ส 6 สัปดาห์
อัตราภาวะแทรกซ้อนรุนแรง
ไม่มีการรายงานผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายต่อโครงสร้างอวัยวะเพศหรือทางเดินปัสสาวะ
การติดตามผลการรักษาและป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ
การประเมินเพื่อคงประสิทธิภาพการฟื้นตัวของต่อมลูกหมาก [13]:
- •ประเมินคะแนนความปวด (NIH-CPSI Score): แพทย์จะนัดติดตามผลที่ 1 เดือน และ 3 เดือนหลังรักษาเสร็จสิ้นเพื่อวัดผลเปรียบเทียบทางการแพทย์
- •การทำกระตุ้นซ้ำเพื่อคงสภาพ (Maintenance sessions): ในคนไข้บางรายที่มีพฤติกรรมเสี่ยงเลี่ยงไม่ได้ อาจพิจารณาทำซ้ำ 1-2 เซสชันทุกๆ 6-12 เดือนเพื่อรักษาคุณภาพหลอดเลือดใหม่
- •ผสานการทำสกายภาพกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานบำบัด: ในรายที่มีความผิดปกติของโครงสร้างกระดูกและกล้ามเนื้อร่วมด้วย
แนวทางชะลอความเสื่อมและดูแลสุขอนามัยอุ้งเชิงกราน
การปฏิบัติตัวเพื่อผลลัพธ์ที่ดีเยี่ยมและยั่งยืน [14]:
- •หลีกเลี่ยงการนั่งกดทับฝีเย็บเวลานาน: แนะนำเปลี่ยนอิริยาบถ ลุกเดินทุกๆ 45 นาทีเพื่อสลายความเกร็งตัวกล้ามเนื้อ
- •ผ่อนคลายความเครียดสะสม: ความเครียดกระตุ้นให้ร่างกายสั่งการเกร็งกล้ามเนื้อรอบต่อมลูกหมากโดยอัตโนมัติ การฝึกหายใจลึกๆ ช่วยลดอาการได้ดี
- •รักษาระดับการหลั่งอสุจิที่สม่ำเสมอ: การมีเพศสัมพันธ์หรือการหลั่งอสุจิสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ช่วยระบายสารคัดหลั่งตกค้างและลดการบวมตึงของต่อมลูกหมาก
- •งดการกลั้นปัสสาวะกระแทกหูรูด: การเบ่งปัสสาวะขณะหูรูดเกร็งตัวช่วยดันปัสสาวะย้อนกลับเข้าท่อส่งต่อมลูกหมากและก่อให้เกิดการอักเสบเคมีได้ง่าย
Related Topics
เอกสารอ้างอิงและวารสารวิชาการแพทย์ระดับสากล
- Zimmermann R, et al. 'Extracorporeal Shock Wave Therapy for the Treatment of Chronic Pelvic Pain Syndrome.' European Urology, 2009; 56(3):418-424. doi:10.1016/j.eururo.2009.03.054.
- Al Edwan GM, et al. 'Low-Intensity Extracorporeal Shockwave Therapy in Chronic Prostatitis/Chronic Pelvic Pain Syndrome.' Journal of Urology, 2020; 204(3):484-490. doi:10.1097/JU.0000000000000984.
- Mottet N, et al. 'EAU Guidelines on Chronic Pelvic Pain.' European Association of Urology Guidelines, 2024.

